ทำที่บ้าน - ยากกว่าทำธุรกิจคือทำธุรกิจครอบครัว

การสื่อสารในธุรกิจครอบครัว

การกลับมา ‘ทำที่บ้าน’ เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก เพราะนอกจากคุณต้องบริหารธุรกิจแล้ว คุณจะยังต้องบริหารความสัมพันธ์ไปพร้อม ๆ กันอีกด้วย เพราะธุรกิจครอบครัวส่วนใหญ่มักจะแยก ‘ความสัมพันธ์’ และ ‘ธุรกิจ’ ออกจากกันไม่ค่อยได้ ซึ่งทายาทแบบเราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาสมดุลและรักษาสองสิ่งนี้เอาไว้

ปัญหาความขัดแย้งภายในครอบครัวเมื่อกลับมา ทำที่บ้าน นี้ หากไม่ได้เป็นสิ่งที่เป็นพื้นฐานของครอบครัวคุณ ที่มีความขัดแย้งอยู่แล้วเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว มันก็มักจะเป็นผลลัพธ์จากการตอบสนองต่อแรงต่อต้านในการทำงานระหว่าง เรากับผู้ใหญ่ในการทำงาน ซึ่งแม้มันจะเป็นเพียงแค่เรื่องงาน แต่ด้วยความที่เป็น ธุรกิจครอบครัว ที่ส่วนมากจะไม่สามารถแยกเรื่องงานกับเรื่องครอบครัวออกจากกันได้ ผลลัพธ์ จึงย่อมไม่ได้ตกแค่เรื่องงาน แต่จะเป็นเรื่อง ความสัมพันธ์ คู่ไปด้วย

ปัญหาส่วนใหญ่ที่เรามักพบเช่น เช่น ผู้ใหญ่ไม่รับฟัง หรือ ผู้ใหญ่ไม่ให้โอกาสนี้ คือ ปัญหา แต่มันจะกลายเป็น ปัญหาซ้อนปัญหา หากเราแสดงออกระหว่างกันไม่ถูกต้อง

การถูกปฏิเสธเป็นปัญหา
การที่ผู้ใหญ่ไม่รับฟังเป็นปัญหา
แต่ในหมายเหตุว่าของคุณกับผู้ใหญ่ ไม่ใช่ครอบครัว

บ่อยครั้งที่เรารู้สึกไม่ดีกับวิธีการพูดของผู้ใหญ่ว่าทำไมต้องพูดแบบนี้ ทำไมต้องดุ ทำไมต้องดูถูก แต่ก็บ่อยครั้งเช่นกันที่ผู้ใหญ่ก็รู้สึกไม่ดีเช่นกันกับวิธีการพูดของเราที่แสดงออกต่อคำปฏิเสธของผู้ใหญ่ต่อการพยายามทำอะไรสักอย่างของเราไม่ว่าจะเป็นการใช้อารมณ์ตอบกลับ การพูดจาด้วยคำที่ไม่ดีใส่

ผมเชื่อว่าทั้งผู้ใหญ่และคุณต่างก็มีเหตุผลในการกระทำหรือการปฏิเสธเหล่านั้น แต่เรื่องนี้จะกลายเป็นปัญหาของครอบครัวในทันที หากมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแสดงออกถึงความไม่เคารพกัน สิ่งที่ดูเป็นเรื่องตลกร้ายของสังคมคือเรามักแสดงออกด้วยวิธีการที่แย่ที่สุดกับคนที่เราต่างรักมากที่สุด

ทำไมคำพูดจากคนในครอบครัว ที่น่าจะเป็นคนหวังดีกับเรามากที่สุด หลายครั้งถึงเป็นคำพูดที่ทำให้เราเสียใจมากที่สุด?
นี่คือคำถามที่ผมถามกับตัวเองสมัยกลับมาทำที่บ้านใหม่ ๆ แต่เวลาผ่านไป ผมก็เข้าใจว่าปัญหาของเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับจุดประสงค์ของคำพูด เพราะเชื่อไหมว่าคำพูดที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนถูกกรีดแทงจิตใจ แท้จริงแล้วล้วนมาจากเจตนาที่ดี แต่ด้วยความที่ต่างเป็นคนในครอบครัว จึงมักมีความเกรงใจต่อกันค่อนข้างต่ำ แต่ละคำพูดจึงไม่ค่อยมีการคัดกรองเท่าไร มักพูดอะไรต่อกันตรง ๆ จนทำให้เจตนาอันดีได้รับการส่งต่อด้วยวิธีการที่ไม่ถูกจริตกับผู้ฟัง

แม้จะมีเจตนาดีเพียงใด แต่หากส่งผ่านวิธีการไม่ถูกต้อง ก็อาจกลายเป็นความขัดแย้ง จนเจตนาที่ดีเหล่านั้นส่งไปไม่ถึงผู้รับ ทำให้พวกเขาจะมองข้ามเจตนาทั้งหมด และมองหรือตัดสินเพียงวิธีการแย่ ๆ เท่านั้น

ผมคิดว่าวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือ ต้องปรับจากทั้งสองทาง ผู้ใหญ่จำเป็นต้องปรับวิธีการเพื่อให้เจตนาดีสามารถส่งถึงทายาท และทายาทก็จำเป็นต้องมองทะลุวิธีการไปถึงเจตนาให้ได้ ในฐานะของทายาท ผมเข้าใจว่าการไปบอกให้ผู้ใหญ่ปรับเป็นเรื่องยากลำบาก ดังนั้นหนทางที่ผมจะแนะนำก็คือต้องปรับจากฝั่งเรา นอกจากนั้น สิ่งสำคัญที่เราต้องทำเมื่อเริ่มเกิดความขัดแย้งก็คือ ลดการใช้เหตุผล

การใช้เหตุผลเมื่อทะเลาะกันนั้นไม่ต่างอะไรกับการใช้เหตุผลเป็นอาวุธแล้วสู้รบกันในสงครามที่ไม่มีผู้ชนะ แต่มันจะมีสิ่งที่แพ้ นั่นคือ ความสัมพันธ์ เพราะปัญหาที่เราถกเถียงกัน มักไม่ใช่ปัญหาว่าใครถูกหรือใครผิด แต่มักเป็นปัญหาจาก ‘ความเชื่อ’ หรือการให้ความสำคัญต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ไม่เท่ากันเท่านั้นเอง เรามักเข้าใจและถูกสอนกันมาเสมอว่าเมื่อไรก็ตามที่ทะเลาะกันนั้นต้องใช้เหตุผล แต่สิ่งนี้คงเหมาะกับการทำงานที่เป็นมืออาชีพมากกว่า เรื่องนี้มักใช้ไม่ได้กับการทำธุรกิจครอบครัว ที่มักแยกเรื่องความสัมพันธ์และเรื่องงานออกจากกันไม่ค่อยได้

สิ่งที่ควรทำเมื่อมีปัญหาจากการทำที่บ้านจึงเป็นเรื่องของ ‘การรองรับอารมณ์’ การรองรับอารมณ์ไม่ใช่การบอกให้ใจเย็น เพราะในหลาย ๆ ครั้งการบอกให้ใจเย็น ไม่ต่างอะไรกับการต่อว่าอีกฝ่ายว่ากำลังใจร้อน และมักทำให้ฝั่งนั้นอารมณ์รุนแรงมากยิ่งขึ้นไปอีก

การรองรับอารมณ์ คือ การเข้าใจ
การรองรับอารมณ์ คือ การเข้าไปมองในมุมของเค้า
การรองรับอารมณ์ คือ การทำให้อารมณ์อีกฝ่ายเย็นลง

และเมื่อรองรับอารมณ์เสร็จ ก็จะถึงเวลาของ ‘เหตุผล’ การให้เหตุผลในเวลานี้จะทำให้เหตุผลของเราได้รับการส่งไปถึงอีกฝ่ายจริง ๆ เพราะภาวะหลังจากการรองรับอารมณ์มักจะเป็นการรับฟัง เหมือนเวลาเราทะเลาะกับเพื่อนแล้วมาเปิดใจคุยกัน

การกลับมา ‘ทำที่บ้าน’ เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก เพราะนอกจากคุณต้องบริหารธุรกิจแล้ว คุณจะยังต้องบริหารความสัมพันธ์ไปพร้อม ๆ กันอีกด้วย เพราะธุรกิจครอบครัวส่วนใหญ่มักจะแยก ‘ความสัมพันธ์’ และ ‘ธุรกิจ’ ออกจากกันไม่ค่อยได้ ซึ่งทายาทแบบเราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาสมดุลและรักษาสองสิ่งนี้เอาไว้

นอกจากการบริหารความสัมพันธ์และธุรกิจจะเป็นส่วนที่ทำให้ความรักษาความสัมพันธ์ภายในครอบครัวไว้ได้ ยังเป็นส่วนที่แสดงให้ผู้ใหญ่เห็นถึงวุฒิภาวะว่าเราโตเป็นผู้ใหญ่มากพอ มีความคิด มีเหตุผลมากเพียงพออีกด้วย

สิ่งเหล่านี้อาจฟังดูเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ต้องใช้ความอดทนและความพยายามค่อนข้างมาก แต่หากใครเข้ามาทำธุรกิจครอบครัวแล้ว ผมบอกเลยว่า จำเป็นต้องทำสิ่งนี้ให้ได้ เพราะเมื่อไรที่ความสัมพันธ์มันร้าว เราจะต้องใช้ความพยายามที่มากกว่า เพื่อสมานทุกอย่างให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม

Sasinan Nimsuwan

Sasinan Nimsuwan