ทำที่บ้าน - ยากกว่าทำธุรกิจคือทำธุรกิจครอบครัว

กับดักไม่โต…ไม่ตาย ของธุรกิจครอบครัว

กระบวนการสานต่อธุรกิจครอบครัวเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลา ไม่มีทางเลยที่จะสามารถหักดิบและเปลี่ยนแปลงได้ในเวลาอันสั้น เพราะในช่วงแรก เราอาจยังไม่มีอำนาจตัดสินใจได้เองในทันที และในหลาย ๆ ครั้งมันคือการเปลี่ยนสิ่งที่ผู้ใหญ่สร้างไว้ตลอดหลายสิบปี

ผมจะชอบเปรียบการกลับมาทำธุรกิจที่บ้านว่าเหมือนมีกับดักขนาดใหญ่รอให้เราหลงเข้าไปอยู่ และเมื่อไรที่เราติดกับดักนี้ การกลับมาทำที่บ้านของเราจะเป็นเพียง ‘การทำต่อ’ ไม่ใช่ ‘สานต่อ’ เชื่อไหมว่าทายาทหลาย ๆ คนไม่รู้ว่าตัวเองกำลังอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงต่อเรื่องนี้ หรือที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นคือติดกับดักนี้ไปแล้วโดยไม่รู้ตัว

ผมมักจะพูดอยู่เสมอว่าปัญหาส่วนใหญ่ของการทำที่บ้านสามารถแก้ได้ แต่ในเงื่อนไขต่อท้ายว่า ต้องใช้เวลา (ค่อนข้างมาก) ดูได้จากเหล่าบุคคลที่กลับมาสานต่อธุรกิจของครอบครัวจนประสบความสำเร็จที่ผมรู้จัก ไม่เคยมีใครสามารถทำเรื่องนี้ได้สำเร็จภายในระยะเวลา 1-2 ปี กระบวนการสานต่อธุรกิจครอบครัวเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลา ไม่มีทางเลยที่จะสามารถหักดิบและเปลี่ยนแปลงได้ในเวลาอันสั้น เพราะในช่วงแรก เราอาจยังไม่มีอำนาจตัดสินใจได้เองในทันที และในหลาย ๆ ครั้งมันคือการเปลี่ยนสิ่งที่ผู้ใหญ่สร้างไว้ตลอดหลายสิบปี เปรียบไปแล้วก็เหมือนกับการเดินทางไกล ที่เราจะต้องค่อย ๆ ปรับ ค่อย ๆ เปลี่ยนทีละนิดแต่การเดินทางไกลครั้งนี้ก็อาจจะไม่ง่ายแบบนั้น เพราะธุรกิจครอบครัวจะมีกับดักที่ผมเรียกว่า ‘ความไม่โต…ไม่ตาย’

ความไม่โต…ไม่ตายอาจจะคล้าย ๆ กับ Comfort Zone ของมนุษย์เงินเดือนทั่วไป ที่ยังคงกลัวความเสี่ยงในการเปลี่ยนงานหรือการทดลองทำอะไรใหม่ ๆ สิ่งที่แตกต่างอยู่หน่อยก็คือไม่ใช่ว่าเหล่าทายาทไม่กล้าออกจากมันเพราะกลัวเสี่ยง แต่มันจะเป็นเหมือน ‘พื้นที่’ อันน่าหลงใหลที่เราหลงไปโดยไม่รู้ตัว
มันอาจไม่ใช่กับดักหรืออะไรที่ร้ายแรง แต่มันเป็นเพียงสิ่งที่คอยบอกให้เราหยุดความตั้งใจ ล้มเลิกที่จะเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนา และปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามเดิมเสีย

ด้วยความที่ธุรกิจครอบครัวส่วนใหญ่มักเป็นธุรกิจที่ดำเนินมาสักระยะ และมักมีโครงสร้าง ยอดขาย หรือฐานลูกค้าอยู่ก่อนแล้ว และในหลาย ๆ ธุรกิจครอบครัว ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจที่เน้นการขายแบบหน้าร้าน ก็มักมีงานส่วนมากในลักษณะของงานแอดมินหรืองานรูทีน เช่น การนั่งเฝ้าร้าน, นั่งนับเงินเก็บเงิน ซึ่งการกลับมาช่วยงานของเราไม่ต่างอะไรกับ การกลับมาเป็นหนูปั่นจักร ที่คอยทำให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้

แบบนี้แหละครับที่ผมเรียกว่ากับดักไม่โต…ไม่ตาย

หรือเมื่อไรที่เราคิดจะเปลี่ยน แล้วเจอแรงต่อต้าน เมื่อเราจะเสนอไอเดีย แล้วโดนปฏิเสธ หรือเมื่อจะลองทำอะไรก็ตาม แล้วมักจะโดนห้าม คำปฏิเสธซ้ำ ๆ เหล่านี้จะเป็นแรงผลักสำคัญที่ผลักเราเข้าสู่กับดักที่ว่า และมันจะทำให้เราท้อและล้มเลิกความตั้งใจทั้งหมดลง มันเป็นความท้อจากความผิดหวังซ้ำ ๆ จากการใส่ความพยายามในการทำอะไรสักอย่าง แต่ยังไม่เคยได้รับผลลัพธ์ที่ต้องการ ซึ่งในสภาวะปกติ ความท้อจะสามารถรักษาตัวเองได้ เพียงแต่คนเราก็มีความอดทนต่อความท้อไม่เท่ากัน และเมื่อไรที่มันเกินขีดจำกัด ความท้อก็จะกลายเป็นคำว่า ‘เฉย’

วันที่เราเฉย เราจะพบความจริงอันหนึ่งว่า อ้าว ธุรกิจมันก็อยู่ได้นี่ และในบางครั้งอาจจะอยู่ได้อย่างดีด้วย เราไม่เห็นต้องเปลี่ยน เราไม่เห็นต้องทำอะไรกับมันก็ได้ เมื่อนั้นแหละครับ เราจะล้มเลิกความคิด ล้มเลิกความตั้งใจ และปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามเดิมในรูปแบบไม่โต…ไม่ตาย
ไม่ต้องพัฒนา ไม่ต้องพิสูจน์ตัวเอง เมื่อไรก็ตามที่เรามีความคิดแบบนี้ นั่นหมายความว่าคุณกำลังติดกับดักความไม่โต…ไม่ตายไปเสียแล้ว และหากเราไม่สามารถหาอะไรมาผลักออกจากกับดักนี้

สิ่งที่เราจะได้จากการกลับมาทำที่บ้านก็จะเหลือแค่ ‘การทำต่อ’ ไม่ใช่ ‘การสานต่อ’
ทำต่อในสิ่งที่ผู้ใหญ่เคยทำไว้
ทำต่อเหมือนเดิมโดยไม่เปลี่ยนอะไร
ทำต่อให้อยู่แบบไม่โต…ไม่ตายนี่แหละ

การทำแบบนี้ไม่ใช่เรื่องผิดนะครับ เพียงแต่ผมมองว่าเป็นเรื่องน่าเสียดาย ที่ธุรกิจซึ่งดำเนินมาหลายสิบปี ความรู้และทักษะที่เรามี ความเข้าใจโลกและเทคโนโลยีของเราจะไม่ถูกนำมาใช้และปล่อยให้ธุรกิจดำเนินไปในรูปแบบเดิม ดังนั้นสิ่งที่จำเป็นมาก ๆ ในการสานต่อธุรกิจที่บ้านก็คือ เราจำเป็นต้องหาแรงผลักมาสนับสนุนอยู่เสมอ เพื่อเป็นเหมือนสิ่งที่คอยกระตุ้นให้เราไม่หลงทาง และไม่ติดกับดักของความไม่โต..ไม่ตาย

ผมเชื่อว่าชีวิตของทุกคนจะมีพื้นที่ที่เราสบายใจอยู่ ที่คอยเป็นเหมือนแรงขับเคลื่อนในชีวิตของเรา อาจจะเป็นเพื่อน คนรัก หรือสิ่งแวดล้อมที่สนับสนุน คอยเติมพลังให้กับเรา หรืออาจจะเป็นการออกไปหาสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ เพราะสิ่งใหม่ ๆ มักจะทำหน้าที่นี้ได้ดีกับเรามาก ๆ

หากใครรู้สึกว่ากำลังติดกับดักนี้อยู่ ก็อย่าลืมมองรอบตัวหรือออกไปหาสิ่งเหล่านี้ดูนะครับ 🙂

Sasinan Nimsuwan

Sasinan Nimsuwan