ทำที่บ้าน - ยากกว่าทำธุรกิจคือทำธุรกิจครอบครัว

การยอมรับจากผู้ใหญ่ในธุรกิจครอบครัว

การพิสูจน์ตัวเองต้องการเวลาเพื่อให้เราค่อย ๆ สร้างความน่าไว้วางใจในสายตาผู้ใหญ่ เราไม่มีทางรู้ว่ามันจะสำเร็จเมื่อไร แต่จงทำไปเรื่อย ๆ สะสมความสำเร็จเล็ก ๆ ไปเรื่อย ๆ และวันหนึ่งคุณจะได้มาซึ่งการยอมรับ และวันนั้นจะเป็นวันที่ผู้ใหญ่พร้อมให้โอกาสคุณและเดินตามคุณไป
แม้จะเป็นสิ่งที่เขาไม่รู้จักเลยก็ตาม

เสนออะไรก็ไม่รับฟัง ,ผู้ใหญ่ไม่ให้โอกาส ,ผู้ใหญ่ไม่ยอมวางมือ , มองเราเป็นเด็กเสมอ ผมมั่นใจว่าทุกคนที่กลับมา ‘ทำที่บ้าน’ จะต้องเคยเจอปัญหาดังกล่าวอย่างน้อยหนึ่งข้ออย่างแน่นอน เพราะเรื่องเหล่านี้คือปัญหาใหญ่ที่สุดที่ทายาทแบบเราต้องเจอ แต่เมื่อเราไปถามผู้ใหญ่ว่าการที่ทายาทกลับมาช่วยมีปัญหาอะไรบ้าง พวกเขาก็มีมุมมองจากฝั่งตัวเองเช่นกัน

ทายาทยังไม่แสดงฝีมือให้เห็น ทายาทเสนอแต่ไอเดีย ยังไม่ไว้ใจปล่อยธุรกิจให้กับทายาท ทายาทจะลงทุนเพิ่มอย่างเดียว นี่แสดงให้เห็นว่าปัญหาของการกลับมาทำที่บ้าน ไม่ใช่แค่ปัญหาของทายาทแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่มันคือปัญหาของผู้ใหญ่ด้วยเช่นกัน หากคิดย้อนไปถึงต้นตอของปัญหากันดี ๆ ว่าทำไมจึงเกิดเรื่องเหล่านี้ และเราควรจะเริ่มแก้ไขที่จุดไหน ผมเชื่อว่าสาเหตุส่วนใหญ่น่าจะไปหยุดอยู่ที่คำว่า การยอมรับ

มันคือการยอมรับที่เรายังไม่ถูกยอมรับ หรือการที่เราอาจจะยังไม่เหมาะสมที่จะได้รับ

เมื่อทายาทส่วนใหญ่กลับมาทำธุรกิจที่บ้าน สิ่งที่มักจะพกติดตัวมาด้วยก็คือ ความตั้งใจอันแรงกล้า ไฟในตัวที่ร้อนระอุ หรือแพสชั่นที่เต็มเปี่ยม จึงทำให้สิ่งที่ทายาทมักจะทำเป็นอันดับแรก คือ การอยากสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้กับธุรกิจครอบครัวในเวลาอันสั้น อาจด้วยเรื่องราวของเหล่าบุคคลที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุน้อย ๆ หรือเรื่องราวของคนที่กลับมาสานต่อธุรกิจของครอบครัวจนสำเร็จที่เรามักเห็นจากสื่อ ที่เป็นแรงผลักดันชั้นดี ที่ผลักให้เหล่าทายาทพยายามทำเรื่องนี้ แต่การสร้างความเปลี่ยนแปลงใหญ่ ๆ ในธุรกิจ มักหมายถึงการเปลี่ยนแปลงธุรกิจในระดับโครงสร้าง ซึ่งนั่นหมายถึงการเสี่ยงอย่างมหาศาลของธุรกิจ เพราะหากเราทำผิดพลาดขึ้นมา มันอาจจะเกินกับความเสี่ยงที่ธุรกิจจะรับได้ก็เป็นได้

ธุรกิจครอบครัวมีต้นทุนต่อความเสี่ยงสูงกว่าธุรกิจทั่ว ๆ ไป เพราะธุรกิจครอบครัวคือความมั่งคั่งของครอบครัวพร้อม ๆ กันดังนั้นหากตัดสินใจอะไรผิดพลาดอาจหมายถึงการล้มของทั้งครอบครัวเลยก็เป็นได้ และบ่อยครั้งสิ่งที่เราอยากเปลี่ยนมักเป็นสิ่งที่เป็นความเคยชินของผู้ใหญ่ พวกเขาทำแบบเดิมมาตลอดหลายสิบปี เช่น การทำงานในรูปแบบจดบันทึกบัญชี, การนั่งเขียนบิล, การหยิบเงินจากลิ้นชักไปใช้จ่าย หรือวิธีการพูดคุยกับพนักงานหรือลูกค้า ซึ่งย่อมเป็นเรื่องที่ยากลำบากมากที่จะเปลี่ยนได้ในเวลาอันสั้น

หลาย ๆ อย่างที่เราอาจไม่เห็นด้วยหรือมองเห็นว่ามันคือการทำงานที่ไม่มีระบบ แต่ในมุมของผู้ใหญ่มันก็คือระบบการทำงานของเขาเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้กำลังจะบอกว่าการออกโปรดักต์ใหม่ให้ธุรกิจ, การรีแบรนด์ธุรกิจ, การลงทุนสร้างโรงงานใหม่, การเปิดสาขาเพิ่ม, การลงทุนเอาเทคโนโลยีมาช่วยทำงาน, ฯลฯ เป็นเรื่องไม่ดี หรือเป็นเรื่องที่ผิด มันอาจจะเป็นสิ่งที่ดีหรือเหมาะกับสถานการณ์ของธุรกิจของครอบครัวของคุณมากที่สุดก็เป็นได้

แต่ปัญหามันอาจไม่ใช่แค่ว่า ดีหรือไม่ดี, น่าสนใจหรือไม่น่าสนใจ แต่มันอาจจะเป็นเรื่องของ ‘จังหวะ’ ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าเกิดว่าคุณไม่ได้ทำงานในธุรกิจของครอบครัว แต่คุณเป็นพนักงานใหม่ ทำงานอยู่ในบริษัทที่ไหนสักแห่ง และภายในไม่กี่เดือนหรือ 1-2 ปี คุณก็เดินไปขอเจ้าของบริษัท บอกว่าจะขอรีแบรนด์, สร้างโรงงานใหม่, เอาเทคโนโลยีใหม่ๆ มาช่วยงาน คุณคิดว่าบริษัทจะยอมให้ทำไหม? ผมเชื่อว่าคำตอบคือไม่ให้ และคุณเองก็คงไม่เลือกที่จะทำแบบนี้เช่นกัน

เชื่อไหมว่าแม้แต่ระดับ CEO เมื่อเริ่มงานกับบริษัทใหม่ก็จะยังไม่ทำสิ่งเหล่านี้ในทันทีเช่นกัน ผมได้มีโอกาสฟังคุณบี๋—อริยะ พนมยงค์ ให้สัมภาษณ์กับคุณสุทธิชัย หยุ่น ในรายการ The Alpha เมื่อครั้งที่คุณบี๋ไปเริ่มงานเป็น CEO ที่บริษัท บีอีซี เวิลด์ หรือช่อง 3 ซึ่งในขณะนั้นเป็นเหมือนธุรกิจ Traditional ที่กำลังโดน Disrupt อย่างหนัก และมีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อปรับตัวให้เข้ากับโลกในปัจจุบัน และแน่นอนว่าคุณบี๋ ผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการเทคโนโลยีมานานก็ทราบเรื่องนี้ดี แต่สิ่งแรกที่คุณบี๋ทำกลับไม่ใช่เรื่องนี้

คุณบี๋เริ่มจากการพูดคุยกับพนักงาน ทำความเข้าใจวัฒนธรรมของบริษัท เข้าไปพูดคุยกับดารานักแสดง และผู้จัดละคร เพื่อทำให้ทุกคนยอมรับและเห็นด้วยกับเขาให้ได้ก่อนว่าต้องเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ตัวเองเห็นคนเดียว เพราะหากมีเพียงเขาเท่านั้นที่เห็นภาพนี้ มันไม่มีทางเลยที่ทุกคนจะเดินไปพร้อมกับเขา ผู้คนจะยังคงทำสิ่งเดิมเหมือนที่เคยทำมาตลอด เช่นเดียวกับธุรกิจครอบครัวของเรา การเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ผู้ใหญ่คุ้นเคยและทำสิ่งเดิมมาตลอดหลายสิบปีในเวลาอันสั้นให้กลายเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เข้าใจ ไม่รู้จัก มักมีแรงต่อต้านสูง และมันก็คงไม่ยุติธรรมกับพวกเขาเช่นกัน

ดังนั้นหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ คือ เราต้องได้การยอมรับจากผู้ใหญ่ก่อน ซึ่งการจะได้มาซึ่งการยอมรับ คือ การพิสูจน์ตัวเอง

พิสูจน์ให้เห็นว่าคุณพร้อมแล้วที่จะสานต่อกิจการนี้
พิสูจน์ให้เห็นว่าคุณโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว
พิสูจน์ให้เห็นว่าคุณมีความสามารถ
พิสูจน์ตัวเองด้วยการทำซ้ำต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอ

การพิสูจน์ตัวเองต้องการเวลาเพื่อให้เราค่อย ๆ สร้างความน่าไว้วางใจในสายตาผู้ใหญ่ เราไม่มีทางรู้ว่ามันจะสำเร็จเมื่อไร แต่จงทำไปเรื่อย ๆ สะสมความสำเร็จเล็ก ๆ ไปเรื่อย ๆ และวันหนึ่งคุณจะได้มาซึ่งการยอมรับ และวันนั้นจะเป็นวันที่ผู้ใหญ่พร้อมให้โอกาสคุณและเดินตามคุณไป แม้จะเป็นสิ่งที่เขาไม่รู้จักเลยก็ตาม

Sasinan Nimsuwan

Sasinan Nimsuwan