ทำที่บ้าน - ยากกว่าทำธุรกิจคือทำธุรกิจครอบครัว

เราควรกลับไป ทำที่บ้าน ดีไหม ?

ผมเชื่อว่าไม่มีผู้ใหญ่คนไหนไม่อยากส่งต่อธุรกิจให้กับลูกหลาน พวกเขาทำธุรกิจนี้ขึ้นมาก็เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับครอบครัว เพียงแต่พวกเขาอาจรอวันอันเหมาะสมที่จะส่งต่อให้กับทายาทเท่านั้น ซึ่งวันที่เหมาะสมอาจไม่ใช่เรื่องของวันเวลา แต่เป็นความเหมาะสมของวุฒิภาวะและความสามารถของเรา

ชื่อตอนนี้คือหนึ่งในคำถามที่ผมได้รับหรือมีคนเข้ามาปรึกษามากที่สุดเลยก็ว่าได้ ซึ่งแต่ละคนต่างก็มีเหตุผลที่ทำให้เกิดคำถามนี้
บางคนอยากกลับ แต่ก็กลัวทำงานกับผู้ใหญ่ไม่ได้, บางคนไม่อยากกลับ เพราะชอบทำงานประจำ, บางคนไม่อยากกลับ เพราะอยากทำธุรกิจของตัวเอง หรือบางคนไม่อยากกลับ แต่จำเป็นต้องกลับ เนื่องจากความรับผิดชอบ

ตัวอย่างที่ยกขึ้นมานี้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะผมเชื่อว่าแต่ละคนต่างก็มีเหตุผลไม่เหมือนกัน แต่หากให้ผมลองแบ่งกลุ่มของทายาทที่กำลังลังเลอยู่ว่าจะกลับไปทำที่บ้านดีไหม จากประสบการณ์ของผมสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบ

1. ไม่รู้ว่าตัวเองอยากทำอะไร?

ส่วนใหญ่ทายาทกลุ่มนี้มักเพิ่งเรียนจบ หรืออยู่ในกลุ่มที่เป็น First Jobber ซึ่งยังคงสับสนในชีวิต เนื่องจากยังไม่มีประสบการณ์มากพอที่จะเห็นความเคลื่อนไหวของสังคม หรือไม่มีเวลามากพอในการสำรวจตัวเอง แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดที่จะมีลักษณะแบบนี้ เพราะจะมีทายาทอีกกลุ่มหนึ่งเช่นกันที่มีความรู้มาก ประสบการณ์สูง แต่ด้วยความที่พวกเขารู้มากเกินไปนี่เอง บางครั้งก็ส่งผลให้เส้นทางเดินในชีวิตของพวกเขามีมากเช่นกัน ซึ่งมันมากจนบางครั้งก็ทำให้พวกเขาสับสนว่าควรเดินไปในเส้นทางไหนดี

สำหรับทายาทที่ครอบครัวมีธุรกิจเป็นของตัวเองนั้น ผมเชื่อว่าการกลับมาทำธุรกิจที่บ้านไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต แต่เป็นเพียงทางเลือกหนึ่งที่เรามี เพราะทายาทหลายๆ คนสามารถประสบความสำเร็จได้จากการเลือกเส้นทางเดินของตัวเองไม่ใช่การกลับมาสานต่อธุรกิจครอบครัว ยกตัวอย่างเช่นคุณป้อม—ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ แห่งเว็บไซต์ tarad.com ที่เลือกทำตามความชอบของตัวเองและเลือกเดินในเส้นทางเทคโนโลยี โดยไม่กลับไปสานต่อธุรกิจของครอบครัวที่จังหวัดกาญจนบุรี

ดังนั้นผมเชื่อว่าสิ่งสำคัญสำหรับคนที่ยังอยู่ในกลุ่มที่กำลังสับสนอยู่นี้ เป็นเรื่องของ การลองผิดลองถูก ในความเห็นของผม การไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไรไม่ใช่สิ่งที่ผิด แต่การนั่งคิดไปเรื่อยๆ โดยไม่ตัดสินใจอะไรเลยต่างหากที่อาจจะเป็นเรื่องที่น่าจะต้องตั้งคำถาม

เพราะการลองผิดลองถูก คือการค่อย ๆ ปล่อยให้ตัวเองได้พิจารณาสิ่งต่าง ๆ และมันจะทำให้เราค่อย ๆ ตัดตัวเลือกไปทีละตัว ถึงแม้ว่ามันอาจจะไม่ได้ทำให้เราเจอสิ่งที่ชอบในทันที แต่มันจะค่อย ๆ ทำให้เราเจอสิ่งที่ไม่ชอบได้ การลองผิดลองถูกจะทำให้เราค่อย ๆ ตัดสิ่งที่เราไม่ชอบออกไปเรื่อย ๆ และผมเชื่อว่าวันหนึ่งเราจะเจอสิ่งที่เราตามหา ซึ่งการกลับมาสานต่อธุรกิจครอบครัวก็เป็น 1 ในตัวเลือกที่เราควรจะให้โอกาสและลองผิดลองถูกกับมันดู

สิ่งที่ได้จากการลองผิดลองถูกนั้นนอกจากการที่เราจะได้รู้ว่าเราชอบหรือไม่ชอบอะไรแล้ว เรายังจะได้ประสบการณ์มากมายที่มันอาจสามารถนำไปสู่การผสานความรู้และนำไปสู่ทางเลือกใหม่ ๆ ของเราอีกก็เป็นได้

2. คนที่มีเสียงเรียกในใจของตัวเอง

ในที่นี้ เสียงเรียกในใจอาจจะไม่ใช่การสานต่อธุรกิจครอบครัวก็ได้ หากคุณมีสิ่งนี้อยู่ในใจ และรู้สึกผิดกับคำว่ากตัญญูที่แบกอยู่ ผมขอเป็นอีกหนึ่งเสียงที่สนับสนุนคุณว่ามันไม่ใช่เรื่องผิดเลย ทุกคนย่อมมีอิสระในการเลือกทางเดินของชีวิต และผมคิดว่าความกตัญญูไม่สามารถวัดได้ด้วยการกลับมาช่วยทำธุรกิจครอบครัวเสมอไป เราสามารถกตัญญูได้แม้ไม่ได้กลับมาสานต่อ เราสามารถเลือกทางเดินชีวิต เดินตามความฝันของตัวเอง และยังสามารถกตัญญูได้ไปพร้อมๆ กัน อย่าให้ความกตัญญูต้องมากลายเป็นบ่วงพันธนาการของชีวิตเรา

แต่หากเสียงในใจของเรานั้น คือการกลับมาสานต่อธุรกิจครอบครัว อยากสานต่อสิ่งที่ครอบครัวสร้างไว้, เชื่อในสิ่งที่ครอบครัวกำลังทำอยู่ หรือผูกพันกับสิ่งที่เราเติบโตมาด้วยตั้งแต่เด็ก แต่อาจจะยังลังเลด้วยเหตุผลบางอย่างอยู่ เช่น จะมีปัญหากับพ่อแม่ไหม, จะทำงานกับผู้ใหญ่ได้หรือเปล่า หรือไม่ค่อยสนิทกับคนในครอบครัวเท่าไร

ผมขอตอบคุณในตอนนี้เลยก็ได้ว่า คุณจะต้องเจอปัญหาดังกล่าวแน่นอน

แต่ผมก็ขอบอกอีกเช่นกันว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงปัญหาระหว่างทางที่เราต้องพบระหว่างทางของการกลับมาช่วยธุรกิจครอบครัวเท่านั้น เพราะในท้ายที่สุด เมื่อเราค่อย ๆ พิสูจน์ตัวเองไปเรื่อย ๆ ปัญหาเหล่านี้ก็จะลดน้อยลง และหมดไปจนเหลือเพียงปัญหาของธุรกิจเท่านั้น ไม่ใช่ปัญหาจากความสัมพันธ์ในครอบครัว ผมเชื่อว่าไม่มีผู้ใหญ่คนไหนไม่อยากส่งต่อธุรกิจให้กับลูกหลาน พวกเขาทำธุรกิจนี้ขึ้นมาก็เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับครอบครัว เพียงแต่พวกเขาอาจรอวันอันเหมาะสมที่จะส่งต่อให้กับทายาทเท่านั้น ซึ่งวันที่เหมาะสมอาจไม่ใช่เรื่องของวันเวลา แต่เป็นความเหมาะสมของวุฒิภาวะและความสามารถของเรา

สิ่งสำคัญที่สุดต่อเสียงเรียกในใจจึงอาจไม่ใช่การตั้งคำถามว่าเราจะมีปัญหากับครอบครัวหรือเปล่า แต่คือการตอบคำถามว่าเสียงในใจดังมากพอหรือยัง เราอยากสานต่อจริง ๆ ใช่ไหม, เราชอบสิ่งนี้ใช่ไหม หรือเราภูมิใจที่จะทำมันใช่ไหม หากคำตอบคือ ใช่ ผมก็เชื่อว่าปัญหาที่คุณกำลังกลัวนั้น ไม่ใช่ปัญหาเลย

ลองกลับไปถามตัวเองกันดูนะครับว่าเราจะกลับไปทำที่บ้านดีไหม ?

Sasinan Nimsuwan

Sasinan Nimsuwan