ทำที่บ้าน - ยากกว่าทำธุรกิจคือทำธุรกิจครอบครัว

สิ่งที่ทายาทควรรู้ก่อนเปลี่ยนแปลงธุรกิจครอบครัว

        ในการสืบทอดทางธุรกิจ มีหลายสิ่งที่ผู้รับไม้ต่อต้องคำนึงถึงเพื่อพัฒนาแบรนด์ให้ตอบสนองต่อความต้องการในบริบทที่ทันสมัยเป็นปัจจุบัน แต่ในขณะเดียวกันก็รักษา heritage ของตัวเองไว้ได้ครบถ้วน ราวกับงานสานต่อคือการว่ายทวนกระแสกาลเวลา

        คุณปิ๊ก – ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์ ทายาทรุ่นที่ 2 แบรนด์เครื่องหนัง Ragazze เจ้าของหนังสือ “ วิชาธุรกิจที่ชีวิตจริงเป็นคนสอน ” เขามีมุมมองต่อการเปลี่ยนผ่านของธุรกิจครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่นที่ลึกซึ้งน่าสนใจ ด้วยประสบการณ์ตรงจากการเป็นทายาทรุ่น 2 ที่ช่วงหนึ่งได้กลับไปสานต่อธุรกิจของครอบครัว จนเป็นแบรนด์ที่เป็นตำนานในวงการเครื่องหนังไทยกว่า 37 ปี

แสงใหม่ที่จุดประกายขึ้นในธุรกิจแฟชั่นไทย

        Ragazze เริ่มต้นขึ้นในปี 1984 สมัยคุณปิ๊กอยู่ชั้นม.3 หลังจากที่คุณพ่อและคุณแม่ของคุณปิ๊กกลับจากการเที่ยวยุโรป และได้แรงบันดาลใจจากย่านทำเครื่องหนัง handmade ในเมือง Florence

        “เค้าเดินเที่ยวเห็นแล้วก็คิดว่าแบบนี้ไม่มีในไทย เพราะตอนนั้นลักษณะรองเท้า กระเป๋า ทำจากโรงงานเป็นส่วนใหญ่ จึงคิดว่าสไตล์แบบนี้ขายได้ จากนั้นก็กลับมาเปิดเลย” คุณปิ๊กเล่า “คือมันเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจเพราะคุณแม่ไม่ได้เรียนแฟชั่นดีไซน์ วาดรูปก็ไม่เป็น แต่ใช้วิธีการอธิบายกับช่างตัดหนัง และทำออกมาจนได้ จนเริ่มต้นเป็นร้าน Ragazze ที่ขยายตัวเร็วมาก”

        ในวันนั้น นับเป็นความแปลกใหม่อย่างยิ่งยวดที่ Ragazze เข้ามาเป็นร้านเครื่องหนังที่สอนให้คนซื้อรู้จักสไตล์การแต่งตัว จากการซื้อของในห้างสรรพสินค้ายุคนั้นที่สินค้าวางเรียงกันเป็นตับเหมือนโรงงาน Ragazze กลับวางสินค้าเข้าเซ็ตกัน ทั้งกระเป๋า รองเท้า เข็มขัด ให้ลูกค้ามองเห็นการออกแบบการแต่งกาย นอกจากนี้ร้านยังเริ่มออกสินค้าเป็นคอลเล็กชั่น มีการทำแคตตาล็อก รวมถึงเลือกใข้นางแบบนายแบบฝรั่งทั้งสิ้น เรียกได้ว่าเป็นวิสัยทัศน์ที่จุดประกายธุรกิจให้ล้ำเกินใคร กลายมาเป็นตำนานถึงปัจจุบัน

ก้าวแรกของการสานต่อ: เปลี่ยนการกระจายสินค้าแบบเก่าสู่ระบบควบคุมสต๊อกสินค้า

        คุณปิ๊กเริ่มช่วยงานธุรกิจนี้จากการจัดของไปตามสาขา ทั้งปั๊มโลโก้ที่หางเข็มขัดด้วยตนเองจนคุ้นเคยกับสัมผัสและสไตล์ แม่นมาจนปัจจุบันที่ขนาดเดินผ่านคุณปิ๊กยังบอกได้ว่านี่คือ Ragazze

        จากนั้นในช่วงเรียนมหาวิทยาลัย คุณปิ๊กเข้ามาช่วยเต็มตัวด้วยการทดสอบระบบบัญชี เริ่มซื้อโปรแกรมมาทดลองทำเพราะคุณปิ๊กมองว่าการไม่มีระบบทำให้บริหารยาก

        “สมมติว่าลูกค้าไปที่สาขาลาดพร้าว อยากได้รองเท้าสีนี้ แต่ไซส์ไม่มี เราต้องโทรอีก 10 ครั้งกว่าจะเจอเพราะเราไม่มีระบบสต๊อกกลาง บางครั้งถึงโทร 10 ครั้งก็ไม่มีเพราะมันขายหมดไปแล้ว คุณคิดถึงสภาพตอนลูกค้ายืนมองเราโทรศัพท์ ครั้งที่หนึ่งไม่เจอ ครั้งที่สองไม่เจอ มันเป็นภาพที่ไม่น่าดู” คุณปิ๊กอธิบาย “ลูกค้าเค้าไม่รู้หรอกว่าเรามีการจัดการยังไง เค้าจะมองแค่ว่า มันยากเย็นขนาดนั้นเลยเหรอ การหาของให้ฉักสักชิ้นเนี่ย?”จากตัวอย่างนั้นทำให้เราเข้าใจเลยว่า คุณปิ๊กมองปัญหาด้วยมุมมองของลูกค้าพร้อม ๆ กับสายตาเจ้าของธุรกิจ

        ในตอนนั้น Ragazze ยังบริหารแบบ decentralize ให้ทุกสาขาบริหารและรับผิดชอบสต็อกของตัวเอง ซึ่งมีข้อดีแต่กลับเป็นปัญหาเวลาต้องการข้อมูลภาพรวม จากประสบการณ์ที่คุณปิ๊กได้ทำงานที่บริษัทอื่นมาก่อน เขาจึงตั้งคำถามถึงระบบกระจายสินค้าของ Ragazze ที่ในตอนนั้นใช้อยู่ 2 วิธี คือการประมาณเฉลี่ยตามยอดขาย สาขาไหนขายมากก็ได้สินค้าไปมากโดยไม่มีการแบ่งประเภท และวิธีการหารเท่า แบ่งสินค้าให้ทุกสาขาเท่ากัน ซึ่งไม่ practical ในแง่ความเป็นจริงที่ควรกระจายสินค้าแยกตามความเหมาะสมแต่แรก

        คุณปิ๊กเริ่มรับพนักงานบัญชีเพื่อดูแลงบการเงิน และต่อมาก็เริ่มปรับระบบฐานข้อมูลลูกค้า จากเมื่อก่อนมีเพียงสมุดรายชื่อลูกค้าแบบจดเรียงตามตัวอักษร แต่เมื่อมีสาขาเพิ่มมากขึ้น ทำให้แม้แต่จะหาข้อมูลลูกค้าสักคนก็เป็นเรื่องยาก คุณปิ๊กจึงเริ่มต้นแบบบ้าน ๆ ด้วยการทำ excel ส่งพนักงานไปเรียนและกลับมาผูกสูตรเอง กลายมาเป็นกลยุทธ์ใหม่เช่นการเก็บข้อมูลวันเกิดลูกค้า ให้ทางร้านสามารถส่ง4โปสการ์ดอวยพรวันเกิดตรงตามวันอย่างแม่นยำได้ นับเป็นการลงมือง่าย ๆ ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้รับการดูแลใส่ใจมากขึ้น

        นับจากนั้น Ragazze ก็ได้คุณปิ๊กมาเริ่มวางระบบบัญชี สต็อก และ POS ทั้งหมดให้แก่ร้าน

ก้าวต่อไปของการสานต่อ: เรือที่แล่นได้ไกลต้องไร้รูรั่ว

        ด้วยประสบการณ์การทำงานในบริษัทอื่นมาหลายตำแหน่ง ทำให้คุณปิ๊กได้เรียนรู้และเข้าใจการเป็นลูกน้อง ในฐานะฟังก์ชั่นเล็ก ๆ ที่เชื่อมโยงเข้าด้วยกันเป็นองค์รวม และมองเนื้องานเป็นภาพใหญ่มากขึ้น รวมทั้งรู้จักวิธีการดูแลคน รู้ว่าจะต้องสอนงาน หรือพูดคุยทำความตกลงกันอย่างไรให้พนักงานผ่อนคลายอยากทำงาน แต่ส่วนไหนที่ compromise ไม่ได้ก็ต้องหนักแน่น ซึ่งเมื่อเข้าใจธรรมชาติของคนเช่นนี้ จะกลายมาเป็นแผนการทำงานที่ทำให้พนักงานรู้สึกอยากจะอยู่กับ Ragazze ตลอดไป

        พนักงานที่ร้านอายุงานเฉลี่ยคือ 20 ปี หลายคนเห็นคุณปิ๊กตั้งแต่อายุ 15 บางคนเก๋าขนาดวางของไม่ต้องแกะก็รู้ทันทีว่าสีอะไร ใบไหนมีตำหนิ หลายคนอยู่มานาน แต่ทุกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นพนักงานไม่เคยต่อต้าน เพราะ Ragazze ดูแลด้วยความใส่ใจ พ่อแม่คุณปิ๊กดูแลพนักงานเหมือนลูก มีกิจกรรมสังสรรค์ร่วมกัน จนรู้สึกผูกพัน รู้สึกรัก

        ก่อนการ rebrand ครั้งล่าสุด สภาพการเงินของธุรกิจไม่ค่อยดี คุณปิ๊กจึงเริ่มพิจารณาเห็นว่าต้องแก้ไขการจัดการหลังบ้าน เพราะถึงแม้คุณแม่จะขายเก่ง แต่ก็มีปัญหาสะสม เนื่องจาก Ragazze ไม่เคยลดราคา ทำให้ของที่ขายไม่ได้กองสะสมไปเรื่อย ๆ บวกกับการที่ตอนนั้นยังไม่มีระบบสต๊อกกลาง คุณปิ๊กจึงเริ่มมองว่าจะจัดการธุรกิจให้ดีได้ ในบ้านต้องดีก่อน เพราะไม่ว่าจะขายดี ขายเก่งเท่าไหร่ก็ตาม หากการจัดการหลังบ้านไม่ดี ทุกอย่างก็จะมากองอยู่ที่หลังบ้าน หรือไม่ก็ถูกลูกน้องโกงไปหมด

ถ้าเราขายดีมาก ๆ ก็เหมือนเราโกยน้ำเข้ามาในเรือที่มันรั่ว ยิ่งโกยน้ำเข้ามามากยิ่งรั่วมากขึ้น ดังนั้นคุณต้องอุดเรือก่อน ให้เรือไม่จม จากนั้นจึงค่อย ๆ เร่งฝีพาย” คุณปิ๊กขยายความอย่างน่าฟัง

        เช่นเดียวกับธุรกิจที่เห็นยอดขายพุ่งทะยานแต่กลับไม่เหลือกำไรเลย เพราะระบบภายในไม่ดี หรืออาจถูกลูกน้องร่วมกันโกง คุณปิ๊กแนะนำว่าทายาทธุรกิจควรดูหน้างานด้วย เพื่อให้พนักงานไม่ทำอะไรนอกสายตาเรา นอกจากนี้ยังเป็นการพบปะพูดคุยปลูกฝังให้พนักงานออกไอเดียด้วยตนเอง ไม่เอาแต่รอคำสั่ง และเป็นการแบ่งปันไอเดียกันระหว่างเจ้านายและลูกน้อง จนเมื่อหลังบ้านแน่น หน้าบ้านก็หมดกังวล

        เขาเสริมตัวอย่างด้วยรอยยิ้ม “เหมือนบอลน่ะ คุณบุกให้ตายก็บุกไปถ้าโกลคุณไม่มี ใครเตะมาทางไหนก็เข้า แต่ถ้าหลังบ้านแน่นปุ๊บ คุณจะบุกทางไหนก็บุกได้เลย”

        เมื่อคุณปิ๊กวางโครงสร้างระบบการบริหารจัดการและระบบหลังบ้านแน่นหนาดีแล้ว เขาก็ส่งไม้ต่อให้คุณเป้ – ธีรเมศร์ เลิศเศวตพงศ์ (พี่ชาย) รับหน้าที่ Brand Manager ต่อไป

ปรับโฉมใหม่ให้ทันกระแส ไม่จบแค่ “แบรนด์แม่ใช้”

        หลังจากการปรับระบบและดูแลหลังบ้าน จุดเปลี่ยนสำคัญก็มาถึงในปี 2000 เมื่อห้างดิเอ็มโพเรียมเปิด เมืองไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านแฟชั่นจากแบรนด์นอกที่หลั่งไหลเข้ามา จากที่สื่อเมืองนอกเคยมาในรูปแบบ magazine ย้อนหลังหลายเดือน และยังไม่มีอินเตอร์เน็ตเพื่อติดตามเทรนด์แฟชั่น การเปิดตัวห้างดิเอ็มโพเรียมได้สร้างความตื่นเต้นในการแต่งตัวแบบใหม่ ให้คนไทยเริ่มรู้จัก Spring Summer Fall Winter

        ในตอนนั้นกลับกลายเป็นว่า Ragazze ที่เริ่มธุรกิจมีอายุมา 10 กว่าปีก็กลายเป็นแบรนด์ล้าหลัง กลายเป็น แบรนด์แม่ใช้ ไปเสียอย่างนั้น เพราะลูกค้าที่เคยซื้อเมื่อ 10 ปีก่อน ปัจจุบันก็ยังคงใช้อยู่ ลูกค้ารุ่นลูกก็หนีห่างจากแฟชั่นที่พ่อและแม่ใช้เป็นธรรมดา ทำให้ Ragazze ต้อง rebrand รวมทั้งหมด 4 ครั้ง

        เริ่มครั้งแรกในปี 2002 ด้วยการเปลี่ยนโลโก้และเพิ่มภาพกราฟฟิกให้ทันสมัยขึ้น แต่ก็ยังไม่ทันแบรนด์ต่างประเทศ ต่อมามีการเพิ่มไลน์สินค้า เพิ่ม material ให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น จนในปี 2007 การ rebrand สู่ Viera by Ragazze ประสบความสำเร็จอย่างมากมาถึงทุกวันนี้

เก่าและใหม่ภายใต้แบรนด์เดียวกัน

        “เด็กรุ่นใหม่ชอบทำแบบนี้ แบรนด์นี้ไม่ดี อยากจะเปลี่ยนของที่บ้าน แต่พอเปลี่ยนแล้วไม่ได้คิดต่อว่า ถ้าสิ่งที่เปลี่ยน ลูกค้าใหม่ไม่เอา หรือลูกค้าไม่รับของใหม่ที่คุณเปลี่ยน ของเก่าก็ทิ้งไปหมดแล้ว ชื่อเสียงคุณก็เปลี่ยนใหม่ แล้วคุณจะขายใครในวันนั้น” คุณปิ๊กตั้งคำถามชวนคิด “มันมี transition ของมันอยู่ เราสามารถแยกตลาดได้ แยก segmentation ได้ มันมีความซับซ้อน มีแนวทางของลูกค้าแต่ละกลุ่มที่ชัดเจนภายใต้แบรนด์เดียวกัน”

        เมื่อเทียบกันกับเมื่อก่อน การโฆษณาสินค้าให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าแต่ละกลุ่มทำได้ยากกว่าสมัยนี้ เพราะการโฆษณาในนิตยสารไม่สามารถกำหนดได้ว่าผู้อ่านเป็นใคร อยู่ในช่วงวัยใด และลูกค้ายังไม่เปิดกว้าง เช่นหากติดภาพว่าเป็นแบรนด์รุ่นแม่ ลูกก็จะไม่ใช้ตาม

        แต่ทุกวันนี้แล้วแต่ว่าสินค้าแบบไหนเหมาะกับลูกค้ากลุ่มใด ทั้งลูกและแม่ใช้แบรนด์เดียวกันได้ เพียงแต่การนำเสนอสไตล์ต้องแยกจากกันให้ชัดเจน อีกทั้ง social media และ digital marketing ทำให้สามารถยิงสื่อไปหาผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม แต่ละคนได้โดยเฉพาะเจาะจง ทำให้การเข้าถึงกลุ่มลูกค้าง่ายขึ้นกว่าสมัยก่อนมาก

มองให้เห็นความงามในธุรกิจ ก่อนคิดจะเปลี่ยน

        การเริ่มต้นช่วยธุรกิจครอบครัว ควรเริ่มจากการทำความเข้าใจก่อนว่าธุรกิจนี้มีวันนี้ได้เพราะอะไร ทายาทบางคนไม่เคยทำความเข้าใจและไม่พยายาม แต่กลับเอาตนเองเป็นจุดศูนย์กลาง

        “เราเห็นมันอยู่ทุกวัน เราเข้าใจ แต่เข้าใจในมุมของเราเพราะเราโตมากับมัน แต่เราไม่ได้มองในมุมลูกค้า” คุณปิ๊กขยายความให้เห็นภาพ “เหมือนของในตู้เย็นที่บ้าน เราจะหยิบอะไรกินก็ได้หมดเพราะเป็นของ ๆ เรา เราเลยเข้าใจว่าเราเข้าใจมันดี แต่คนที่เสียเงินซื้อเค้ามองคนละมุม เค้าจะมองว่าร้านนี้มีอะไรดีทำให้เค้าต้องซื้อ”

ทายาทต้องเอาสายตาของตัวเองไปอยู่ในสายตาลูกค้าให้ได้ก่อนจะเปลี่ยนอะไร เพราะความคุ้นเคยของเราอาจทำให้เรามองไม่เห็นความงามที่อยู่ในธุรกิจนั้น

        เราจะเข้าใจมากขึ้นเมื่อเราคิดจากมุมมองฝ่ายเสียเงินซื้อ เพื่อให้ได้คำตอบ 2 ประเด็นหลัก ว่าทำไมลูกค้าถึงซื้อ หรือไม่ซื้อ เพราะอะไร คำตอบเหล่านี้จะเผยอิมเมจของแบรนด์ตัวเองและสไตล์ลูกค้าออกมา คุณปิ๊กเชื่อว่าทายาทกิจการไม่เคยถามคำถามเหล่านี้กับตนเอง เพราะสินค้าที่บ้านก็เหมือนของที่กินเมื่อไหร่ก็ได้จนเบื่อ อย่างที่ลูกร้านข้าวขาหมูก็มักจะพูดว่า กินอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ขาหมู

        นอกจากนี้ คุณปิ๊กยังเห็นว่าทายาทควรลองหาเงินให้ได้ ก่อนจะลงมือจ่ายเงินเพื่อเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่ยังไม่รู้ว่าจะสำเร็จไหม

        “ถ้าคุณมี 10 ไอเดียในหัว คุณทำให้ครบก่อนเพื่อให้รู้ว่าทำแบบไหนแล้วมันได้เงิน แล้วค่อยเสียเงินกับเรื่องนั้น เช่นทุกคนอยากทำ food truck อาจจะเพราะร้านที่พ่อแม่ทำมามันเก่าไม่น่านั่ง แต่คุณลองเอาอาหารที่บ้านขึ้น food truck ดูก่อนว่าขายได้มั้ย ถ้าขายไม่ได้จะได้รู้ว่าไม่ต้องเสียเงินค่ารถ เอาเงินค่า food truck ไปจ้างคนทำ content marketing เขียนสตอรี่เรื่องขาหมูอายุ 50 ปีของที่บ้านน่าจะเวิร์คกว่า” คุณปิ๊กแนะนำ “มันก็จะกลับมาที่พี่บอกเมื่อกี้ เข้าใจหรือยังว่าคนมาร้านเราหรือธุรกิจที่บ้านเพราะอะไร”

        หากลูกค้าของเรามาเพราะสูตรต้นตำรับที่นับวันย้อนไป นั่นคือความเป็นแบรนด์ของเรา นั่นคือสิ่งที่ลูกค้ามองเรา ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากบอก เมื่อทายาทมองในมุมลูกค้าก็จะเข้าใจ แล้วค่อยแก้ไขสิ่งที่ยังไม่ดี แต่เมื่อไหร่ที่ทายาทเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง บางครั้งกลายเป็นไปเปลี่ยนคุณค่านั้นให้หายไป

Heritage & Authenticity

        ปัญหาในการสานต่อธุรกิจมีอยู่ 2 ประเด็น อย่างแรกคือทายาทไม่เชื่อในสิ่งที่พ่อแม่ทำ แต่กลับท้าทายที่จะเปลี่ยนแปลง คนรุ่นใหม่ใช้บริบทการเติบโตของตัวเองไปมองคนรุ่นก่อน เราจึงเห็นว่ามันเชย ทั้งที่เราก็ต้องยอมรับว่าอาจมีลูกค้ากลุ่มหนึ่งคอยอุดหนุนธุรกิจของเราเพราะความเป็นตัวมันแบบนั้น

        “สมมติพี่ขายข้าวแช่สูตรสมัยร.5 ถ้าวันนี้มาแต่งเป็นฟิวชั่นจะมีใครกินมั้ย? มันคงไม่ได้เพราะมันคือความ authentic ลูกมีหน้าที่คิดว่าทำยังไงให้ข้าวแช่เพิ่มการผลิตมากขึ้น คงคุณภาพเท่าเดิม และขายหมดไม่เหลือ นี่คือกำไรของธุรกิจ นี่คือหน้าที่ของลูก” คุณปิ๊กยกตัวอย่างน่าสนใจอีกแล้ว “ไม่ใช่ว่าร้านข้าวแช่ร.5 แต่ลูกเข้ามาเปลี่ยนเป็นชาวแช่จากฝรั่งเศส มันไม่ได้ กลายเป็นคุณทำลาย heritage ของแบรนด์”

        ปัญหาในทางกลับกันคือพ่อแม่ไม่เชื่อลูก แต่คุณปิ๊กเชื่อว่าเป็นเพราะลูกใช้การเข้าหาผิดวิธี หากทายาทคิดว่าอะไรก็ไม่ดี เข้ามาเปลี่ยนหมด นี่เป็น approach ที่ผิดแน่นอน

        “Approach ของลูกคือไปช่วยให้เค้าทำงานง่ายขึ้น ไม่ใช่ไปเปลี่ยนแปลง นี่คือ key ที่เด็กรุ่นใหม่ต้องทำความเข้าใจ” คุณปิ๊กเน้น “ทำอย่างไรให้พ่อแม่ทำงานง่ายขึ้น ธุรกิจไปได้ดีขึ้น เราเข้าหาแบบเราเป็นลูก เราเป็นเด็ก เราขอคำแนะนำ เราเข้ามาช่วย คนฟังก็รู้สึกว่าเราเข้ามาช่วยพ่อแม่ทำงาน ไม่ใช่ทายาทที่ดื้อดึงจะเข้ามาเปลี่ยน ต่างกันแค่สองประโยคนี้ ทั้งความร่วมมือที่พนักงานมีให้เรา จากคนภายนอกที่มองเราก็เปลี่ยนไป”

        คุณปิ๊กยังแนะนำว่างานจัดซื้อเป็นสายงานแรก ๆ ที่แนะนำให้เริ่มลงมือทำ เพราะในเมื่อทายาทยังไม่เคยลองทำด้วยตนเอง ก็ยังคงต้องอาศัยความเก๋า ชื่อเสียง และประสบการณ์ของพ่อแม่ช่วยแนะนำก่อน จากนั้นทายาทค่อยพัฒนาเรียนรู้เองทีหลัง เพราะมันมีเรื่องให้เรียนรู้มากมาย ชนิดที่ไม่มีทางเรียนรู้ได้ภายในหนึ่งปีแน่ ๆ

สิ่งสุดท้ายสำหรับคนรุ่นใหม่ที่กำลังกลับมาช่วยงานที่บ้าน

        สิ่งสำคัญที่คุณปิ๊กมองสำหรับทายาทรุ่นถัดไปที่กลับมาช่วยธุรกิจครอบครัว คงเป็นเรื่องของการเข้าหา หากทายาทเข้าไปอย่างเป็นมิตร ทุกสิ่งจะง่าย เราเข้าไปและยอมรับในสิ่งที่พ่อแม่ทำมาตลอดด้วยหัวใจ แต่ในขณะเดียวกันเราก็อยากพัฒนาให้มันดีขึ้น เพื่อให้พ่อแม่ได้ทำงานน้อยลง ทุกคนได้มีเวลาและมีความสุขมากขึ้น ไม่ใช่ว่าเข้าไปตินั่นก็ไม่ดี นี่ก็ไม่ดี เพราะสำคัญที่สุดคือทายาทต้องยอมรับว่าเรามีทุกวันนี้ได้เพราะธุรกิจนี้

        อีกเรื่องหนึ่งคือทายาทไม่ควรติดกับดักของแบรนด์ ด้วยความที่แบรนด์ของเราแก่ตัวลงมาจากรุ่นพ่อรุ่นแม่ เมื่อครั้งเราขายคนอายุ 30 ณ วันที่เปิดร้าน ผ่านเวลาไป 10 ปี ในวันนี้ลูกค้าคนนั้นก็แก่ตัวลง หากเรายังตามไปขายลูกค้ากลุ่มนั้นอยู่ ย่อมเป็นความคิดที่ผิด

        แบรนด์ควรทำสินค้าตอบสนองลูกค้าในเวลาปัจจุบัน หากลูกค้ากลุ่มแรกยังคงกลับมาใช้ นั่นคือกำไรที่ได้รับ นี่คือกับดักของแบรนด์ที่คนเข้าใจผิด เกิดจากการที่เราขายลูกค้าเดิมจนชินและแก่ไปด้วยกัน ทั้งที่แบรนด์ควรโตตามปัจจุบัน และทำสินค้าให้คนรุ่นใหม่ที่ก้าวตามมา

Ragazze ในวันนี้มีอายุครบ 37 ปี แต่ยังคงเติบโตทวนกระแสกาลเวลาได้ไม่ตกยุค นั่นเป็นเพราะคุณปิ๊กและคุณเป้ ทายาทธุรกิจรุ่นที่ 2 เข้ามารับช่วงต่อด้วยความเข้าใจ และวิสัยทัศน์ที่ครอบคลุมลุกค้าทุกช่วงวัย พร้อมก้าวต่อให้แบรนด์ที่เติบโตมายาวนานได้เติบโตต่อไปอย่างมั่นคง

Chat Noir

Chat Noir