ทำที่บ้าน - ยากกว่าทำธุรกิจคือทำธุรกิจครอบครัว

จัดสมดุลสิ่งที่ชอบและความรับผิดชอบให้ ‘ไม่เคยจะห่างกัน’

        สมดุลแห่งบทบาททางดนตรีและธุรกิจ ของวิน ศิริวงศ์ นักร้องนำ Sqweez Animal และทายาท FlowCo

        สำหรับชีวิตหนึ่ง เราก่อร่างสร้างตัวตนบนเส้นทางที่เราเลือกเดิน และนิยามตนเองด้วยบทบาทนั้น แต่บางครั้งก็ดูเหมือนว่าชีวิตของใครบางคนมีหลายบทบาทให้ต้องเล่น มีเส้นทางมากกว่าหนึ่งเส้นซ้อนทับกัน อย่างนั้นจะเลือกเดินทางที่สร้างตัวตนขึ้นมาอย่างไรให้ประสบความสำเร็จที่สุด ด้วยวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน และใจที่คงไว้ซึ่ง passion?

        ดูเหมือนว่าคุณวิน ศิริวงศ์ นักร้องนำวง Sqweez Animal และทายาทบริษัท FlowCo ได้ค้นพบคำตอบที่นำไปสู่เส้นชัยของตนเองแล้ว

จุดเริ่มต้นของศิลปินในครอบครัวนักธุรกิจ

        “ผมเป็นหน่อที่แตกออกมาแล้วไม่เหมือนใครเลย ถ้าใกล้เคียงที่สุดอาจเป็นคุณย่าที่เป็นนักเขียน คุณพ่อก็นักบัญชี คุณแม่ก็ไปสายแฟชั่นมากกว่า เรื่องเพลงนี่มันเกิดขึ้นกับเราคนเดียวเลยเหมือนกัน” คุณวินเล่าด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ ในฐานะรุ่นที่สองของครอบครัวที่เป็นหุ้นส่วนใหญ่บริษัท FlowCo ซึ่งเป็นบริษัทในธุรกิจน้ำมันขนาดใหญ่ มีสาขาตั้งอยู่หลายประเทศ เมื่อถูกถามว่าผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆ ไม่มีทายาทสืบต่อเลยเหรอ คุณวินก็ตอบง่าย ๆ “ไม่มีนะ สุดท้ายก็ตกที่ไอ้วินนี่แหละ” (หัวเราะ)

        “คนที่ริเริ่มก่อตั้งมาเลยก็คือคุณพ่อ แกก็เริ่มมาจากการทำงานกับบริษัทอินเตอร์บริษัทหนึ่ง สุดท้ายก็ได้ธุรกิจนี้มาทำต่อ ตั้งบริษัทของตัวเองกับพาร์ทเนอร์ต่างชาติอีก 2 คน จากนั้นก็โตขึ้นมาเรื่อย ๆ จนตอนนี้บริษัทก็ 30 ปีแล้ว คุณพ่อเป็นคนที่ won the show มาตลอด ถือหุ้นคนเดียว และยังเป็น MD มาตลอด ดังนั้น operation ต่าง ๆ ระบบต่างๆที่อยู่ในบริษัทนี้ คุณพ่อเป็นคนตั้งไว้ รวมทั้งพนักงานต่าง ๆ แกก็สอนงานมาตั้งแต่เริ่ม ตั้งแต่บริษัทมีไม่กี่คน จนตอนนี้ 300 คนแล้ว”

จุดเริ่มต้นของศิลปินในครอบครัวนักธุรกิจ

        จากความชอบดนตรีที่เริ่มมาตั้งแต่เด็ก บวกการได้พบเพื่อนฝูงที่ชอบแนวเดียวกันสมัยเรียนที่ประเทศอังกฤษ คุณวินจึงอยู่กับการเล่นดนตรีและเขียนเพลง จนกลายเป็นความฝันของคนคนหนึ่งที่อยากจะทำวงดนตรี ได้เอาผลงานของตัวเองไปให้ค่ายเพลง ได้มีผลงานปล่อยออกมาให้คนฟัง นำไปสู่บทบาทนักร้องนำวง Sqweez Animal วงที่ปล่อยผลงานเพลงแนวบีบเค้นอารมณ์ความรู้สึก

        อย่างไรก็ตาม ขาข้างหนึ่งของนักร้องนำคนนี้ก็ไม่เคยก้าวพ้น FlowCo คุณพ่อยังคงให้คุณวินช่วยงานของบริษัทอยู่เสมอ ไม่ว่าในเวลาต้องการคนใช้ภาษาอังกฤษในการติดต่อระหว่างประเทศ งานในแผนกต่าง ๆ หรือให้ช่วยดูแลลูกค้าบ้าง ทำให้คุณวินพอที่จะเข้าใจและซึมซับในธุรกิจมาตลอดแม้จะไม่ได้ก้าวเข้ามาเต็มตัว จนกระทั่งเส้นทางสายดนตรีของคุณวินเริ่มผลิบานอย่างสวยงาม เริ่มมีผลงานและแฟนเพลง มีคอนเสิร์ตให้เล่นแทบทุกวัน คุณวินก็เริ่มหายไปจากโลกธุรกิจ มีเพียงอาทิตย์ละครั้งหรือสองครั้งที่คุณวินต้องเข้ามาฟังประชุมหรือทำงานในความรับผิดชอบเท่านั้น

เคยมีช่วงนึงที่แบบว่า มาอยู่กับงานเยอะๆแล้วรู้สึกมันเฉา พอได้กลับไปเล่นดนตรีปุ๊บ เพลงแรกที่เล่นแล้วรู้สึกเหมือนมันมีระเบิดเกิดขึ้นในหัวเรา ในใจเรา มันแบบว่า เฮ้ย นี่สิวะ สิ่งที่ขาดไปในชีวิต มันเหมือนร่างกายขาดวิตามินบางอย่าง คือถ้าขาดไปเนี่ยผมว่าเหมือนฆ่าผมทั้งเป็นเลยนะ

ความคาดหวังและการพิสูจน์ตนเอง บนวิสัยทัศน์และประสบการณ์ที่แตกต่าง

        “ไม่เคยมีการคาดหวังจากที่บ้านเลยว่า วินจะต้องกลับมาทำ หรือจะต้องเรียนทางนี้เพื่อจะกลับมาบริหารงาน ไม่เคยพูดเลยสักครั้ง คำเดียวก็ไม่มีเลยจริง ๆ ขอแค่ว่าถ้าเรียนสายศิลป์ไม่มีกินแน่นอน งั้นเรียนวิศวะละกัน ยังนึกสงสัยว่าวิศวะคืออะไรหว่า? แต่ก็ตามใจ วิศวะก็ได้ เมื่อเรียนจบเลยทำให้ผมมีทั้งด้านที่มีเหตุและผล และด้านที่เพ้อฝันอยู่ในคน ๆ เดียวกัน” คุณวินอธิบายจุดเริ่มต้นความเป็นตัวตนในปัจจุบัน

        ในสายตาของผู้ใหญ่ที่บ้านโดยเฉพาะคุณพ่อ การเล่นดนตรีหรือการเป็นศิลปินนักร้องถูกมองว่าไม่สามารถหาเลี้ยงชีพได้ดี เป็นอาชีพที่ไม่ยั่งยืน น้อยคนมากที่ทำแล้วจะประสบความสำเร็จในระดับพี่เบิร์ด ธงไชย คุณวินเล่าตรงนี้แล้วก็ยิ้ม

        “แกก็เปรียบเทียบให้เราฟัง ในตอนนั้นผมก็โอเค แต่เราไม่ได้อยากเป็นแบบพี่เบิร์ดนะ เราอยากแค่ปล่อยผลงานที่เราอยากปล่อยเฉย ๆ ไอ้ความฝันเล็ก ๆ ของเราเนี่ย ผู้ใหญ่มองแล้วมันก็ไร้สาระ เราก็ไม่กล้าพูดหรอก เราก็ทำได้แค่ลองดูก่อน เราสร้างของเราไปจนกระทั่งมันชัดเจนขึ้น คุณพ่อก็จะเห็นเองว่าอะไรเป็นอะไร พอเห็นว่ามันไปได้แกก็ไม่ได้มาขวางอะไรขนาดนั้น อาจจะเพราะเป็นคนคล้าย ๆ กันคือเค้าก็ไม่อยากมาปะทะโดยไม่จำเป็น แต่จะลองเฝ้าดูก่อน เพราะอย่างน้อยผมก็ไม่ได้เหลวไหล เราก็มีหนทางของเราชัดเจนว่าเราทำอะไรอยู่ มีการซ้อม ทำเพลง นัดเจอค่ายเพลง คุยกันค่อนข้างเป็นกิจจะลักษณะ มันไม่ได้เล่นไปวัน ๆ ”

        ความเป็นห่วงของคุณพ่อผู้ผ่านโลกมาก่อน มาจากการที่คุณพ่อเองก็เคยเรียนต่างประเทศและมีเพื่อนฝูงที่เป็นนักดนตรีเหมือนกัน ซึ่งในท้ายที่สุดก็ไม่มีคนไหนประสบความสำเร็จบนเส้นทางสายนี้ ทำให้ยากที่จะไม่กังวลกับความชอบของลูกชาย นอกจากนี้คุณวินยังเสริมอีกว่า “ตัวแกเองไม่ได้มี passion ในเรื่องนี้เหมือนกับเรา เพราะงั้นแกจึงไม่เข้าใจ แกจะตั้งคำถามว่าร้องเพลงซ้ำๆ เป็นชั่วโมง ๆ ให้กับคนฟัง ไม่เบื่อเหรอ? ไม่เหนื่อยเหรอ? ซึ่งตัวเราเองไม่มีคำว่าเหนื่อยเลยแม้แต่นิดเดียว มันชอบอะ มันไม่ได้รู้สึกว่าเป็นงานหรืออะไรทั้งสิ้น ให้ร้องทั้งวันทั้งคืนก็ได้ ในตอนนั้นนะครับ” คุณวินย้ำ “ถ้าตอนนี้ก็ไม่ไหวแล้วล่ะ” (ยิ้ม)

        ด้วยความมุ่งมั่นของวัยหนุ่ม คุณวินใช้เวลาวันละ 7-8 ชั่วโมง เพื่อฝึกเล่นกีต้าร์ เพราะทั้งอยากฝึกฝนตนเองให้เก่งขึ้นและเล่นได้ดีขึ้น และยังหลงใหลในความไพเราะของดนตรีด้วย ประกอบกับความเชื่อว่าสิ่งที่กำลังสร้างอยู่คือความโดดเด่นและแตกต่างที่อยากจะมอบให้วงการเพลงไทย คุณวินเสริมต่อมาว่า “ถ้าเราไปพูดแบบนี้กับผู้ใหญ่ที่เค้ามีประสบการณ์ มีความสำเร็จ เค้าก็คงหัวเราะใส่ เราจึงเก็บความเชื่อของเราไว้ข้างในก่อน พิสูจน์ตัวเองออกมาให้ได้ว่าความเชื่อของเราเนี่ย สุดท้ายมีคนเห็นแล้วนะ แล้วมันเป็นรูปเป็นร่างได้ ผมก็เลยเลือกที่จะทำไปทีละก้าว ๆ จนเค้าเห็นเอง”

จุดเปลี่ยนไม่คาดฝันบนเส้นทางสายดนตรี

        คุณวินสวมสองบทบาท ทั้งนักดนตรีและการช่วยงานธุรกิจที่บ้านได้ราว 12-13 ปี จนกระทั่งจุดเปลี่ยนที่ทำให้ตอนนี้คุณวินรับตำแหน่งในบริษัทเต็มตัวเป็นปีที่ 3

        “จุดเปลี่ยนน่าจะเป็นการจากไปของเพื่อนผม (คุณสิงห์ มือกีต้าร์ Sqweez Animal) ทำให้ผมรู้สึกว่าในเมื่อตอนนี้มันเหมือนเรือแตก เรือ Sqweez Animal ของผมมันแตก ก็คงต้องกระโดดขึ้นไปบนเรือลำใหม่อะไรสักอย่าง หรือเอาตัวเองออกมาจากปัญหานั้นก่อนเพื่อจะดูว่าเราควรจะซ่อมมันยังไง แต่ถ้าเรายังคงฝืนอยู่บนเรือนั้น ผมว่ามันคงทุลักทุเลน่าดู ก็เลยถอยออกมาห่างๆ ทำให้รู้สึกว่าเราก็มีอีกด้านนึงนี่นา ที่จริงๆมันไม่ได้เสียหายเลยถ้าเราจะไปทำ เอาสมองหลุดไปเรื่องอื่นก่อน ก็รู้สึกว่างานบริษัทเนี่ย มันถูกต้องทุกอย่างเลยนะถ้าเรามาทำ ได้พัฒนาตัวเองด้วย บริษัทก็มีความต่อเนื่องด้วย MD คนเก่าถอยออกมา คนนี้ก็พร้อมที่จะต่อ ผมรู้สึกว่ามันก็ win-win ทุกอย่าง ลองสู้กับมันดูซักตั้ง เอาความโศกเศร้านั้นเก็บเอาไว้ก่อน แล้วเอาความท้าทายใหม่มาเป็นกำลังให้เราเดินไปดีกว่า เลยลองกัดฟันแล้วหักดิบเลย! จากนี้ไปจะเข้าทุกวันแล้ว จะทำทุกอย่าง ให้ทำอะไรก็ทำ พ่อไม่ต้องเดี๋ยววินทำเอง อย่างนั้น” คุณวินกล่าว

        นี่เองจึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ศิลปินก้าวขาอีกข้างหนึ่งของตนเองมาเหยียบบนเส้นทางสายธุรกิจอย่างเต็มตัว เริ่มสานต่อบทบาททายาทบริษัท และนิยามใหม่ของความท้าทายก็เริ่มต้นขึ้น

เผชิญหน้าความท้าทายเมื่อได้ก้าวลงบนเส้นทางธุรกิจเต็มตัว

        “จริง ๆ ผมว่ามันอยู่ในแพลนของคุณพ่ออยู่แล้ว ว่าต้องไม่ให้ผมหลุดคอนโทรลออกไปมากนัก ผมต้องมาฟังว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง ทั้งวิธีการคิด การบริหาร การแก้ปัญหา การปกครองคน ถ้าไม่มีต้นแบบ ผมว่าผมอาจจะทำได้ไม่เป็นหรอกเรื่องพวกนี้ เพราะว่าอีกโลกหนึ่งที่ผมรู้จักมันไม่ได้ใช้สกิลพวกนี้ มันมีทั้งพระเดชพระคุณ มีทั้งความเด็ดขาด มีการ materialize ว่าอะไรสำคัญสุด อะไรสำคัญรองลงมา แล้วจัดความสำคัญให้ถูกต้อง ซึ่งผมเห็นแล้วผมรู้สึกว่าเราควรที่จะเข้าใจสิ่งนี้ว่ะ แล้วมันก็ไม่ได้ง่าย มันไม่ได้มาโดยอัตโนมัติ ในช่วงแรกที่เรื่องงานที่บริษัทมันยังไม่ได้ซีเรียสสำหรับผมขนาดนั้น ยังค่อนข้างหนักไปทางดนตรีมากกว่า ตอนนั้นทั้งเสื้อผ้าหน้าผม คำพูดคำจา lifestyle คือเทไปทางนั้น 80-90% อย่างที่บอกแต่ก่อนผมเป็นคนใส่รองเท้าแตะ กางเกงเล เสื้อยืด ผมฟู ปล่อยหนวดปล่อยเครา แย่กว่าตอนนี้เยอะ คือไม่ได้คิดว่าตัวเองจะสามารถเดินเข้าไปหาลูกค้าที่บริษัทน้ำมันได้” พูดแล้วคุณวินก็หลุดหัวเราะ

        “เล่าเรื่องความกดดันก่อนแล้วกัน มันมีหลายอย่าง หนึ่งต้องเดินตามคนที่เก่งมาก อีกอย่างก็คือ ประสบการณ์การทำงานน้อยมาก ไม่มีบริษัทอื่นที่เคยทำนอกจากที่นี่และ Sqweez Animal เพราะฉะนั้นรูปแบบการทำงานที่เป็น corporate ผมแทบจะไม่มีเลย มันเปลี่ยนโลกเลย ที่นี่เราพูดถึง work procedure, work instruction มีมาตรฐานของมัน มีกฏ มีกรอบของมันหมด ทุกอย่างไม่มีการคาดเดา มีแต่ความจริง ความชัวร์ การประเมินความเสี่ยง ความปลอดภัยเท่านั้น คือมันเป็นอะไรที่คนดนตรีเค้าไม่พูดกัน”

“ความท้ายทายจุดที่ชัดเจนมากๆ ทั้งในสายตาพนักงาน สายตาลูกค้า และสายตาคู่ค้า ก็คือผมต้องมาเดินตามรอยคนที่เก่งมาก ก็คือคุณพ่อ เป็นรอยเท้าใหญ่มากที่ผมต้องเดินตาม มันก็ท้าทาย แต่ผมก็ไม่เอามาเป็นปัญหามากนักในการที่ผมจะเดินหน้า ผมมองในแง่ดีว่า พ่อแก่กว่าเรา 30 ปี เรามีเวลา 30 ปี ให้จากคนนี้ (ชี้ตัวเอง) กลายเป็นคนนั้น ค่อย ๆ ทำไปแล้วกันวะ”

สองเส้นทางที่รวมเป็นหนึ่ง หมวกสองใบ และหนึ่งตัวตน

        คุณวินวิเคราะห์ศักยภาพของตัวเองและการปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ด้านธุรกิจอย่างน่าสนใจ “ผมน่าจะได้เรื่องการสื่อสารจากการท่องโลกบันเทิง เรื่องของการคุยกับนักข่าว คุยกับแฟนเพลง คนดู มันทำให้ผมมั่นใจใน communication skills ของตัวเอง ไม่ประหม่าเมื่อยืนต่อหน้าคนเป็นร้อยเป็นพันแล้วพูดความรู้สึกเราออกไป และสิ่งที่เราพูดมันส่งต่อไปถึงคนฟังจริงๆ ตรงนี้เป็นสกิลที่ผมได้มากจากการเป็นนักดนตรี”

        “นอกจากนี้ยังมีเรื่อง Leadership เมื่ออยู่ในวงผมก็อยู่ข้างหน้าสุด ต้องคอย conduct ว่าใครควรจะทำอะไร การดีไซน์โชว์ของผม ผมก็เป็นคนคิด เรามีการเตรียมตัวก่อนอยู่แล้วก่อนจะไปเล่นแต่ละโชว์ว่าเราจะนำเสนออย่างไร มีก่อน มีระหว่าง มีหลัง สิ่งนี้นำมาใช้กับบทบาทนักธุรกิจได้ งานในบริษัท FlowCo ก็มาในรูปแบบนี้อยู่แล้ว มันเริ่มจากการเตรียมตัวที่ดี เมื่อเราเตรียมดีเราจะมั่นใจว่าเมื่อต้องทำจริง ๆ ต้องทำยังไง ผลหลังจากนั้นก็มาสรุปอีกทีว่าเราทำอะไร ดีไม่ดี มันมี step ของมันอยู่แล้ว”

        นอกจากนี้กลับกลายเป็นว่าเหตุการณ์จุดเปลี่ยนบนเส้นทางดนตรีไม่ได้เป็นการลดบทบาทการเป็นนักดนตรีของคุณวินลงเลย ตรงกันข้าม หลังการจากไปของคุณสิงห์ สังคมกลับให้ความสนใจกับคุณวินมากขึ้น มีงานเพิ่มมากขึ้น คุณวินจึงไม่ได้รู้สึกว่ามีสิ่งใดขาดหายไป รู้สึกเพียงเวลาในชีวิตตัวเองน้อยลง เพราะเมื่อใครชวนออกไปทำอะไรที่ไหน คุณวินก็ไปหมด ทั้งคอนเสิร์ตเดี่ยว ทั้งร่วมทำวง The Ghost Cat นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นรวมทางสองเส้นไว้ด้วยกันอย่างไปได้สวยทีเดียว

สวมทุกบทบาทอย่างสมบูรณ์และมุ่งสู่เรื่องราวใหม่

        “ตั้งแต่ผมตัดสินใจมาตรงนี้ ผมก็ลิมิตงานโชว์ของผมให้เหลือแค่เดือนหนึ่งไม่เกิน 4 ครั้ง คืออาทิตย์ละครั้งเพื่อไม่ให้เหนื่อยเกินไป แล้วเพื่อให้เงินในส่วนนั้นไม่ได้หายมากเกินไปสำหรับสมาชิกคนอื่น ๆ ด้วย ผมไม่รู้สึกเสียดายเลยที่ลิมิตบทบาทนักดนตรีของตัวเองลง ผมรู้สึกว่าเราก็ทำสิ่งดี ๆ มาเยอะแล้วเหมือนกัน ที่มันตื่นเต้นท้าทาย ได้ไปตามฝันของเรา มันหมือนกับเราได้ใช้ชีวิตอย่างที่เราชอบมาสักพักแล้ว ความฝันเหมือนกับประสบความสำเร็จแล้ว ใช่” เขาพูดอย่างไม่ลังเล

        “แล้วสูงไปจากตรงนี้คือตรงไหน? ผมยังไม่ได้มีความฝันที่สูงไปกว่านั้นในโลกของดนตรี เราอยู่ในจุดที่เราชอบแล้ว ทำสิ่งที่เราชอบแล้ว คิดต่อไปว่าเราจำเป็นที่จะต้อง keep ความสุขนั้นในรูปแบบเดิม ๆ ต่อไปหรือเปล่า แล้วมันจะมีความท้าทายอะไร ในเมื่อจริง ๆ แล้วไม่ว่าจะคุยด้วยภาษาศิลปะหรือภาษาไหน เราก็ไม่ควรที่จะต้องทำอะไรซ้ำ ๆ เราควรจะทำอะไรที่มันใหม่อยู่เรื่อย ๆ ซึ่งมันก็เป็น DNA ของ Sqweez Animal เหมือนกัน เพลงของเรายังไม่เคยซ้ำกันสักเพลงที่ทำมา ถ้าเราคงไว้ว่าเราจะต้องประสบความสำเร็จเหมือนเดิม จะต้องสื่อสารกับคนดูแบบเดิม เล่นแบบเดิม เล่นบ่อยเหมือนเดิม ผมว่าก็ไม่ใช่อีกแหละ มันจะไม่ตอบโจทย์ชีวิตสักเท่าไหร่ ถามว่าเสียดายไหม ผมคิดว่าไม่เสียดายเพราะผมไม่ได้พยายามกลับไปเป็นเหมือนเดิมอยู่แล้ว”

        “กลับกันมันกลับรู้สึกว่า จำนวนเวลาที่เรามีอยู่ เราสามารถใช้มันยังไงให้มันมีประสิทธิภาพมากที่สุดกับด้านเพลง มันเป็นความท้าทายอีกแบบหนึ่ง มันคือการจัดสมดุลว่าเรื่องเพลงเราก็ไม่ทิ้งนะ เรื่องงานเราก็ต้องทำให้ดีที่สุดด้วยเหมือนกัน ด้วยเวลาที่มีตรงนี้เราจะทำยังไงให้มัน work นี่กลับกลายเป็นความท้าทาย กลายเป็นความสนุกอีกแบบหนึ่งด้วยซ้ำ ก็เลยไม่มีเวลาได้เสียดาย ให้มานั่งคิดเสียดายจังเลย อย่างนั้นอย่างนี้ คือผมไม่มีเวลาให้นั่งเสียดายเลย เวลาแค่จะจัดสมดุลสองอย่างให้มันเกิดขึ้นพร้อมๆกัน มันก็ท้าทายแล้ว จะว่าไปมันก็สนุกนะ แต่ก็เหนื่อย”

        จบการบอกเล่าของคุณวินที่เริ่มต้นขึ้นอย่างสบายๆ แต่ปิดท้ายอย่างเปี่ยมพลัง ทำให้เรารู้สึกว่าคนๆนี้ได้นิยามความสำเร็จของตัวเองบนโลกที่ความหลงใหลและธุรกิจรวมอยู่ด้วยกันได้อย่างน่าทึ่ง Sqweez Animal และ FlowCo ต่างก็กลายเป็นโจทย์ที่ท้าทายให้คุณวินสนุกไปพร้อมๆกัน

เมื่อมีหลายบทบาทให้ต้องเล่น มีเส้นทางเดินมากกว่าหนึ่งเส้นซ้อนทับกัน คุณวินได้พิสูจน์แล้วว่าเขามุ่งหน้าไปด้วยใจที่เปิดกว้างพร้อมรับทุกความท้าทาย และไม่ว่าหมวกกี่ใบที่ต้องสวม หรือทางกี่สาย เขาก็มุ่งมั่นไปให้ถึงเส้นชัยด้วยความสำเร็จ

Chat Noir

Chat Noir