กลับมา "ทำที่บ้าน" เป็นยังไง มาเล่าให้ฟัง

คุณทิม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

คุณทิม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

ผมได้มีโอกาสติดตามดูการแถลงนโยบายของทางรัฐสภา
และสะดุดตากับการอภิปรายของ ‘ คุณทิม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ‘ มาก
เพราะส่วนตัวได้ติดตามเรื่องราวแนวคิดการทำธุรกิจของคุณทิมมาโดยตลอด
.
คุณทิมเป็นหนึ่งในคนที่ต้องกลับมา “ทำที่บ้าน”
แต่สิ่งที่เขาต้องเจอนั้นไม่ได้ง่ายเลย
.
.
1. จุดเริ่มต้นคือความสูญเสีย
คุณพ่อคุณทิม ได้เริ่มทำโรงงานไว้ได้ 3 เดือนก็เสียชีวิต
สิ่งที่พ่อทำไว้มีเพียง กู้สินเชื่อจากทางธนาคาร และเริ่มก่อสร้างโรงงาน
คุณทิมต้องมาสานต่อในขณะที่อายุเพียง 25 ปี
ต้องแบกรับหนี้จากทางธนาคารกว่า 100 ล้าน
เริ่มจากศูนย์ ทั้งหมดเนื่องจากไม่เคยมีความรู้เกี่ยวกับธุรกิจที่คุณพ่อทิ้งไว้เลย
.
.
2. เปลี่ยนจาก Work for เป็น Work with
สิ่งที่คุณทิมให้ความสำคัญอย่างมากคือเรื่อง ‘คน’
ต่อให้เครื่องจักรที่มีจะดีแค่ไหน ถ้าไม่มีคนมาคุมเครื่องจักร งานก็ไม่มีทางเดินได้
.
สิ่งแรกหลังจากการเริ่มงานคือการพูดคุยกับพนักงานทุกคน
เขาจะสานต่อสิ่งที่พ่อสร้างไว้
ให้พนักงานทุกคนเปลี่ยนจากทำงานเพื่อคุณพ่อเป็นทำงานร่วมกับเขา
เขาไม่มีความรู้เรื่องธุรกิจนี้ แต่เขารู้ว่าปัญหาคืออะไร
พนักงานทุกคนมีความรู้มากกว่าเขา ทุกคนจะเป็นคนที่ให้คำตอบแก่เขา
.
.
3. ปัญหามีให้แก้ ไม่ได้มีให้กลุ้ม
คุณทิมที่ต้องเข้ามาบริหารงานด้วยวัยเพียง 25 ปี
ต้องเจอความผิดหวัง และปัญหามากมาย
จากความสูญเสียไปเรื่องคน
จากเรื่องคนไปเรื่องเครื่องจักร
จากเครื่องจักรไปเรื่องเงิน
.
คุณทิม ได้รับการปฏิเสธ ในการทำงานไม่ต่ำกว่า 30 ครั้ง
การคุยกับธนาคาร คุยกับโรงสีเพื่อขอซื้อวัตถุดิบ
คุยกับลูกค้าเพื่อเจรจาขายวัตถุดิบ คุยกับนักลงทุนต่างประเทศ
.
สิ่งที่คุณทิมยึดหลักในการทำธุรกิจคือ
‘ปัญหามีให้แก้ ไม่ได้มีให้กลุ้ม’
ค่อยๆ โฟกัสทีละปัญหา ใช้วิธีการ เร็วช้า หนักเบา สลับกันไป
.
.
4. คืนทุนทั้งหมดได้ภายใน 2 ปี
หลังจาก เครื่องจักรพร้อม คนพร้อม วัตถุดิบพร้อม
คุณทิมสามารถนำพาบริษัทที่ติดลบจาก 100 ล้าน
สามารถกลับมาคืนทุนได้ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 2 ปี
.
.
คุณทิมมีหนึ่งหลักคิดที่ผลักดันให้เขาประสบความสำเร็จได้ถึงทุกวันนี้คือ
.
” จงฟัง..แต่ยังไม่เชื่อ ”
.
ฟังในสิ่งที่คนอื่นบอก ฟังในสิ่งที่คนอื่นเตือน
แต่อย่าเพิ่งเชื่อจนกว่าเราจะได้ทดลองทำ
ได้ลองหาคำตอบด้วยตัวเอง

ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงษ์

ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงษ์